Saturday, August 13, 2016

อารยธรรมโบราณกับกลิ่นน้ำหอม




เรื่องราวความเป็นมาของน้ำหอม (ตอนแรก)

  ถ้ากล่าวถึงเรื่องของกลิ่นหอม ก็อดที่จะนึกถึง น้ำหอม ไม่ได้เลย เรามาย้อนรอยสืบค้นต้นกำเนิดกันดีกว่าว่า น้ำหอม มีต้นกำเนิดอยู่ในยุคไหน งั้นไปหาคำตอบกันเลย ...  !!!!
   

  ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติได้ ค้นพบวิธีที่จะสร้างบรรยากาศรอบตัวเองตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ด้วยกลิ่นที่ชื่นชอบ บางครั้งก็อาจเป็นการเร้าอารมณ์ทางเพศ และบางครั้งก็จะครอบคลุมไปถึงสถานที่ เพื่อดับกลิ่น ที่ไม่พึงประสงค์ และร่างกายที่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์เช่นกัน 
    แหล่งที่มาของคำ ภาษาอังกฤษ "น้ำหอม" มาจากสำนวนภาษาละติน  (fumus) ในภาษาฮิบ​​รูคำว่า "bosem" (besamim ในรูปพหูพจน์) ถูกนำมาใช้ในการอ้างถึงน้ำหอมน้ำมันหอมเช่นเดียวกับกลิ่นหอมที่ใช้สำหรับธูป ซึ่ง ในขณะนั้นใช้ในการเผาเพื่อกลิ่นหอม การ เผาไม้หอม , เครื่องเทศ , ผลไม้แห้ง และ ยางไม้ ต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งกลิ่นหอมนานาชนิดที่กระจายไปในอากาศได้กลายเป็นแนวทาง ปฏิบัติภายในวัดเพื่อพิธีกรรมทางศาสนาจากวัตถุดิบพื้นๆ ได้กลายเป็นการผสมผสานเครื่องหอมหลายชนิดเข้าด้วยกัน ให้ได้มาซึ่งกลิ่นหอมใหม่ๆ หลักฐานสำคัญที่ได้ค้นพบในบทบันทึกของ EDFOU และ PHILAE เป็นข้อมูลอันล้ำค่าที่ได้บอกเล่าถึงวิวัฒนาการเกี่ยวกับน้ำหอมจากตัวอักษร โบราณ ในเอกสารเก่าแก่ที่ได้ค้นพบในสมันนั้น เราได้ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตำรา หรือวิธีปรุงแต่งกลิ่นหอมตามตำรับโบราณ เครื่องหอมที่ขึ้นชื่อและสำคัญในสมัยนั้น อาทิ KYPHI,LENTISK,JUNIPER,FENUGREENSEED,PISTACHIO และ CHUFA ได้ถูกนำมาบดและร่อนเป็นผงละเอียด ผงเหล่านี้ได้ถูกนำมาผสมกับไวน์ ก่อนจะถูกนำมาต้มพร้อมกับยางสน และน้ำผึ้งให้ข้นและเหนียว ชาวอียิปต์ได้ใช้สองสิ่งประดิษฐ์นี้ในการเผาเครื่องหอม ภาชนะเผาเครื่องหอมด้วยถ่านชนิดโลหะ และ INCENSE ARM เครื่องหอมมีลักษณะเป็นโลหะ มีปลายอีกด้านหนึ่งสามารถบรรจุเครื่องหอมอยู่

และเผาให้เกิดควันและมีกลิ่นหอม ตามต้นตำหรับความนิยมในโบราณ ในหน้าตามประวัติศาสตร์ได้มีการเพิ่มเติมในส่วนของการสร้างกลิ่นในอากาศเพิ่มไปในสถานที่ต่างๆ เช่น สุสานในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมาชาวอียิปต์โบราณ รู้จักที่จะใช้ musks และวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อสร้างกลิ่นสุสานของพวกเขา ซึ่งความเชื่อโบราณ กลิ่นหอมเหล่านี้ จะดึงดูดเหล่าทวยเทพและขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่กำลังคิดว่าจะนำความเจ็บป่วยมาสู่ผู้ที่ยังมีชีวิต ส่วนศพถูกฝังไปพร้อมกับน้ำหอมและขี้ผึ้งเพื่อที่พวกเขาจะได้รับการต้อนรับจากพระเจ้า ซึ่งตามคำบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นจิตกรรมบนผนังของชาวอียิปต์โบราณ น้ำหอมที่ถูกผลิตออกมานั้น ล้วนเป็นน้ำมันหรือสารเนย ที่ได้จากรูปแบบของน้ำมันมะกอกธรรมชาติ เช่น อัลมอนด์ และน้ำมันงา หรือ จากไขมันสัตว์ 
    
 ในขณะนั้นก็ได้มีการ ค้นพบ หลักฐานเพิ่มเติม อียิปต์โบราณ ที่เคยใช้น้ำหอมใน หลุมศพ ว่ามีการนำกลิ่นหอมที่เป็นธูปหอมและน้ำหอม มาใช้ในช่วงของพิธีกรรมทางศาสนาในเพื่อสร้างบรรยากาศในการทำพิธีให้มีกลิ่นหอม ก่อนจะนำศพไปฝัง ต่อมาได้มีการขยายและพัฒนา การใช้เครื่องหอมเหล่านี้ ไปยัง เมโสโปรเตเมียและอิสราเอล ซึ่งก็นำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกัน  (อ้างอิงจากภาพวาดหลุมฝังศพของชาวอียิปต์โบราณ การผลิตน้ำหอม 350-450 ก่อนคริสตกาล)

  สมัย​​โบราณน้ำหอมมีแตกต่างเป็นอย่างมาก จากสารของ
เหลวที่เราคุ้นเคยในวันนี้ ซึ่งจะปรากฏบนกำแพงแกะสลักของผู้รับใช้ในเปอร์เซียโบราณถือภาชนะที่มีน้ำมันหอม จากคริสตศักราชศตวรรษที่ 5 เนื่องจากการกลั่นและแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น ดังนั้นไขมันสัตว์และน้ำมันพืชได้ถูกนำมาใช้ในการดูดซึมซับกลิ่นหอมจาก ดอกไม้และยางไม้ สีผสมและยากันบูดได้ถูกผสมลงไปในสารสกัดนั้นด้วย ขี้ผึ้งหอม ที่ได้มาได้ถุกแบ่งบรรจุไว้ในหม้อ และแจกันซึ่งสลักจากหินปูนชนิดหนึ่ง เครื่องปั้นดินเผา , หินแกะสลัก , หรือ ขวดเซรามิก(สำหรับบรรจุภัณฑ์จะถูกทำขึ้นเป็นรูปสัตว์ แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายนัก) ขวดแก้วได้ถูกค้นพบในเวลาต่อมา ในรูปแบบเหยือก แจกัน และแก้วเหล้าที่มีสีผสมหลายๆสีในชิ้นเดียวกัน ในระหว่างสมัยเก่าและกลางในอาณาจักรที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดิน น้ำหอมได้ถูกสงวนไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมเฉลิมฉลองต่างๆ อาทิ พิธีฉลองทำความสะอาดร่างกาย ใช้ชโลมร่างกายของผู้ตายและบูชาเทพเจ้า ในที่สุดน้ำหอมได้ถูกนำมาใช้สำหรับเทศกาลต่างๆ ในสมัยอาณาจักรสมัยใหม่ ปี ค.ศ.  1085- 1580 ก่อนคริสตกาลซึ่งเรียกกันว่าเป็นน้ำหอมพิเศษสำหรับเทศกาลแต่อย่างไรก็ตาม น้ำหอมเหล่านั้นก็ยังถูกจัดเตรียมขึ้นโดยพระผู้สอนศาสนา สตรีอียิปต์ก็ใช้น้ำหอมในรูปครีมและน้ำมันหอมระเหยในรูปของ TOILETRIES และเครื่องสำอาง เพื่อเสริมสร้างเสน่ห์ตัวเองในระหว่างมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักของตน
     

                                        เบื่อกันรึยังครับ ถ้ายัง
                               ไปดูกันต่อเลย


การทำน้ำหอม สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาและใช้บนเรือนร่างของผู้ตาย ก่อนการฝัง
 
อิงจากภาพเขียนที่อยู่บนผนัง ภาพนี้เป็นสมัย กรีก ซึ่งรับอารยธรรมน้ำหอมมาจาก อียิปต์ 
เพิ่มคำอธิบายภาพ
     ซึ่งในยุคต่อมานั้น ตามหลักฐานที่ได้ค้นพบซึ่งอยู่ในยุค กรีก มีการพัฒนาน้ำหอมขึ้นมามากมายทั้งเพื่อจุดประสงค์ทางการใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และใช้ในชีวิตประจำวัน ซึงในยุค กรีก นี่เองได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง ด้วยการนำมาใช้กับเสื้อผ้า บนเรือนร่าง ทั้งในรูปของน้ำมันและครีม ไม่ว่าเป็นหลังอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนและหลังอาหาร ด้วยจุดประสงค์ของสุขลักษณะและความสุขส่วนตัว ตามแบบฉบับของสไตล์เอเธน ( ATHENIA STYLE) จากศตวรรษที่ 16 ก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา ขวดต่าง จะมีรูปทรงตามแบบต้นฉบับดั้งเดิมจะมีฐานที่ค่อนข้างกว้าง ส่วนบนเป็นรูปสลักครึ่งตัวของเทพเจ้า  หรือ รูปสัตว์ต่างๆและอื่น 

แหม่...เห็นแล้วอยากนั่ง ไทม์แมชชีน ย้อนเวลากลับไปยุคนั้นจริงๆเชียว 



                                  ยัง ยังไม่จบนะ ยังมีต่อครับ !!!
                         อย่าเพิ่งรีบเบื่อกันซะก่อนนะครับ  

    ในยุคต่อมาซึ่งเป็นยุคของ ชาวโรมัน จากการได้รับอิทธิพลของอียิปต์และกรีก ซึ่งชาวโรมันเอง ก็ได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำหอม ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ทั้งในรูปของน้ำมันและครีม ไม่ว่าเป็นหลังอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนและหลังอาหาร ด้วยจุดประสงค์ของสุขลักษณะและความสุขส่วนตัว และสร้างบรรยากาศโดยรอบ จากนั้นชาวโรมันได้พัฒนาและแผ่ขยายน้ำหอม ออกนอกอาณาเขตไปจนถึง อินเดีย , แอฟริกา ไปอย่างกว้างขวางจนถึงแถบอาหรับ โดยสืบเนื่องจากการเจริญเติบโตของเส้นทางเดินเรือตลอดจนความรุ่งเรือง การเดินทางของเหล่าพ่อค้าวานิช ซึ่งได้มีการเดินทางติดต่อระหว่างทวีปใหม่ๆ และในสมัยนั้นการค้าขายน้ำหอมนั้นมักจะเชื่อมโยงกับทางการแพทย์ เภสัชกรและร้านขายยา ชาวโรมันเชื่อว่า น้ำหอม มีคุณสมบัติทางด้านเป็นยารักษาโรคการเปลี่ยนแปลง
ครั้งยิ่งใหญ่ ได้แก่ การนำเครื่องแก้ว มาเป็นภาชนะบรรจุเครื่องหอมต่างๆ ชาวโรมันได้พัฒนาเทคนิคการเป่าแก้ว ซึ่งได้คิดค้นขึ้นในประเทศ ซีเรีย ( SYRIA) ในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล 

  โอ้โห.... จากจุดเริ่มต้น ในยุคของอียิปต์โบราณจนมาถึงยุคสมัยของโรมัน เริ่มมีการพัฒนาจากเดิม ที่น้ำหอมใช้ปรับอากาศและใช้กับศพคนตาย เริ่มมาใช้กับเสื้อผ้า และบนเรือนร่างของมนุษย์ และเป็นแฟชั่นขึ้นมาในยุคสมัย กรีก และได้ถูกพัฒนาต่อในยุคสมัย โรมัน จากนี้จะเป็นยังไงต่อไป จะเป็นยุคไหนต่อน๊า ........ อย่าลืมไปติดตามกันต่อนะครับ 





 




  
  


                                                                             

Sunday, July 24, 2016

รำลึกถึง "8ขนมคลาสสิค" สมัยวัยเด็ก


ยังจำกันได้รึปล่าว....???  ถ้างั้นมาย้อนวัยกันหน่อยดีมั้ย...!!! 



     ไม่ว่าวันนี้คุณจะอยู่ที่ไหนหรือคุณกำลังทำอะไร หากลองมองย้อนกลับไป 20-25 ปีที่แล้ว  เมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก ทุกๆ คนเคยผ่านความอร่อยเหล่านี้กันมาแทบทั้งนั้น เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครที่ ไม่เคยสัมผัสบรรดาเหล่าขนม ที่เรียกได้ว่าเป็นอีก 1 หน้าตำนานของความเป็นคนไทยกันเลยก็ว่าได้ และคัดเลือกที่จัดว่าเด็ดที่สุดมากล่าวกัน ไม่รู้ว่าจะตรงกับที่คุณคิดไว้รึปล่าว ว่าแต่ละชนิด จะมีความ"คลาสสิค" ตรงไหน ต่างกันอย่างไร มันทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆ อีกครั้ง จริงๆ


                                                จะเสียเวลาอารัมภบทกันไปใย
                                                มาดูกันเลยดีกว่า !!!


  1.โรตีสายไหม ต้องหน้าโรงเรียนตอนเลิกเรียนเท่านั้น ถึงจะเรียกได้ว่า คลาสสิค ที่สุด หยอดครั้งละ 1 บาท บางคนก็ได้หลายอัน บางคนก็ได้น้อยอัน แต่ลุงก็มักจะสงสารแล้วก็แถมให้ไปตามระเบียบ ใครเคยบ้าง ยกมือขึ้น.....
เครดิตภาพ  http://board.postjung.com/874312.html



   2.ต้องอันนี้เลย ต้องยกให้ขนม "โดราเอม่อน" ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าข้างในจะมีภาพ นำไปแปะไว้ที่อัลบั้ม เพื่อสะสมให้ครบ แล้วนำเอาไปแลกรางวัล ตามรายการที่กำหนด ส่วนใหญ่แล้วเวลาซื้อมาก็มักจะได้ภาพซ้ำๆ ความ คลาสสิค ก็อยู่ตรงที่ต้องนำภาพมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน บางคนเอามา เขี่ย กันแต่ละคนก็จะมีสูตรการเขี่ยและท่าไม้ตายต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าใครซ้อมมาดี ส่วนบางคน เอามา ร่อน  ดูว่าของใครไกลกว่าก็จะเป็นผู้ชนะไป  
เครดิตภาพ http://www.meepanda.com/top-10-legend-of-snack/




   3.ขนม ตังเมกรอบ หรือเรียกอีกชื่อว่า ขนมไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งความอร่อย ที่ทั้งหอมทั้งหวานทั้งกรอบ ในวันหยุดของแต่ละอาทิตย์ จะต้องจับกลุ่มรวมตัวกันของบรรดาเพื่อนๆ เพื่อนั่งล้อมวงกิน ขนมไม้ และเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้กันอย่างสนุกสนาน 

เครติดภาพ http://social.tnews.co.th/content/138634/

    4.หมากฝรั่ง คิดคิด ไม่รู้ว่าจำกันได้รึปล่าว เวลาดูในทีวี สโลแกนของเค้าคือ คิดคิดเพื่อนเคี้ยว
(ไม่รู้ว่าถูกรึปล่าวนะ) และในตอนท้ายเค้าจะบอกว่า ถ้าคิดจะเป่าเคี้ยว 3 เม็ด ความ คสาสสิค อยู่ที่ใครเป่าลูกโป่งได้ใหญ่กว่ากัน

  เครดิตภาพ http://www.meepanda.com/top-10-legend-of-snack/
 



   5.หมากฝรั่ง ตราแมว หรือ บุหรี่ตราแมว รูปทรงของตัวหมากฝรั่งนั้นเป็นอะไรที่คล้ายคลึงบุหรี่เป็นอย่างมาก บางคนเอามาคาบคล้ายบุหรี่ ซึ่งเป็นการเลียนแบบผู้ใหญ่นี่เอง บางคนโชคดีเหลือเกิน ที่ผู้ปกครองก็ช่างเป็นใจ ดันขี่รถผ่านมาเห็นกำลังคาบอยู่ในปากพอดิบพอดี หลังจากนั้นก็นึกภาพกันต่อไปได้เลยนะครับ 5555

 เครดิตภาพ  http://www.meepanda.com/top-10-legend-of-snack/









   6.ขนมกาก้า นี่ก็จัดได้ว่า เป็นอีก 1 ของความทรงจำ ที่ไม่เคยมีใครลืม ความคลาสสิค ก็อยู่ตรงที่ของเล่นที่แถมอยู่ในซองน่ะแหละ มีทั้งตุ๊กตูน ตัวต่อ ตั๊กแตน และอีกมากมาย 

 เครดิตภาพ http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/12/D11410495/D11410495.html




    7.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยำยำช้างน้อย  นี่ถือว่าเป็นไฮไลท์และทรงพลังที่สุดของบรรดาขนมในตำนานเลยจริงๆ แทบจะมีน้อยคนนักที่จะเอาไปต้มกิน เพราะส่วนใหญ่มักจะกินกันแบบดิบๆ  ทีนี้ก็มาถึงวิธีกินให้อร่อยจริง และได้อรรถรสของความ คลาสสิค จริงๆ ก็ต้องแอบกินในชั่วโมงเรียน ค่อยๆจกกันมาทีละนิดเวลาอาจารย์หันหลังให้ ยิ่งแย่งเพื่อนนี่ ยิ่งเป็นอะไรที่อร่อยสุดๆ แต่ถ้าโดนจับได้ละก็ตัวใครตัวมันสิครับ

 เครดิตภาพ http://social.tnews.co.th/content/138634/





   8. ขนมเค๊ก ป.ประดิษฐ์  สำหรับอันนี้ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย เป็นอีก 1 ตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยแพร่หลายนัก ซึ่งสมัยก่อน ความ คลาสสิค อยู่ตรงที่ ซื้อปุ๊ปต้องกินในร้านทันที พร้อมกับตบด้วยน้ำอัดลม  ลองนึกถึง เพื่อนตัวอ้วนๆ เหมือนในหนังเรื่องหนึ่งที่คล้ายใจแอนท์ สิเข้าปากไปในคำเดียวเลย 
แล้วซักพักก็จะติดคอ แล้วก็จะต้องมีศึกแย่งน้ำอัดลมจากเพื่อน   นั้นแน่ !!! คุณกำลังยิ้ม อยู่ใช่มั้ย








เป็นยังไงกันบ้างกับขนมในตำนาน ถือว่าเป็น ขนมแนวหน้าที่เคยผ่านความอร่อยกันมาแล้วทั้งนั้น มันทำให้นึกถึงในวัยเด็ก ที่เวลานึกถึงทีไร อดที่จะอมยิ้มไม่ได้เลยทีเดียว.....

Friday, July 15, 2016

สร้างประสบการณ์ เปลี่ยนบรรยากาศกับวันหยุด ให้มีสีสัน

 

โลกไม่ได้แคบอย่างที่คิด...!!!  ชีวิตยังมีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ...!!!

รีสอร์ทริมทะเล

     ทุกๆคน ล้วนผ่านประสบการณ์ การท่องเที่ยว หรือการเดินทางกันมาบ้างไม่มากก็น้อย ประสบการณ์ของแต่ละคนก็มักจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมรอบๆข้าง คนรอบๆตัว กับสถานที่ที่ได้เดินย่ำเท้าเข้าไป ไม่ว่าจะที่ไหน ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ การเปิดโลกใหม่ๆ จะทำให้วันหยุดของคุณนั้นมีความหมาย หรืออาจเป็นความทรงจำ สำหรับใครบางคนไปอีกนานแสนนาน ก็ว่าได้

สถานที่ท่องเที่ยว

      การออกมาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ โดยการออกไปเปิดหูเปิด  ตาในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่สร้างวันหยุดของเราให้ดูสนุกสนานมีสีสันอย่างเดียวเท่านั้น ยังเป็นการสานความสัมพันธ์กัน ในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคู่รัก ผู้ร่วมเดินทางและเป็นการสร้างกิจกรรมหมู่ร่วมกันให้เกิดความ สมัครสมานสามัคคี กลมเกลียว จนเกิดเป็นภาพความประทับใจ ที่มิอาจลืมเลือน อันที่จริงไฮไลท์ของการท่องเที่ยว ในแต่ละสถานที่ก็จะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป ซึ่งทางผู้เขียนเองก็ได้ไปสัมผัสบรรยากาศ ในภาพมาด้วยตัวเอง ก็จึงมาร้อยเรียงบอกเล่า เพื่อแบ่งปันความรู้สึก จากสถานที่ต่างๆ ให้ท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยสัมผัสบรรยากาศ แบบหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง ได้ลองไปค้นหาอะไรใหม่ๆ จากการท่องเที่ยวดูบ้าง จริงๆ ก็เริ่มจากสถานที่ใกล้ๆ บ้านก่อน เช่น ตลาดน้ำ ทะเล ภูเขา แต่ละที่ก็จะมีรีสอร์ทต่างๆ คอยให้บริการ นักท่องเที่ยว และก็ยังสามารถเก็บความประทับใจ จากรีสอร์ทที่ท่านไปพักได้อีกด้วย 

     

รีสอร์ทและร้านอาหาร

         จริงๆ ไม่ใช่แค่ที่พักหรือตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ระหว่างทาง ยังมีสถานที่แวะพักรถเพื่อ ผ่อนคลายความตึงเครียดจากการเดินทาง อย่างร้านกาแฟก็ยังมีมุมเก็บภาพสวยๆ แทบจะทุกที่ ที่เราแวะพัก ร้านอาหารต่างๆ ตามข้างทาง ทุกสถานที่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของทริปที่ทำให้เกิดแรงบรรดาลใจ ให้ใครหลายๆ คน ทางผู้เขียนเชื่อว่าทุกๆท่านที่ได้ออกไปเปิดโลกใหม่ๆ จะกลับมาพร้อมรอยยิ้มและภาพความประทับใจ ที่มิรู้ลืม  !!!



แวะพักดื่มกาแฟ

       

 

 

 



Translate