เรื่องราวความเป็นมาของน้ำหอม (ตอนแรก)
ถ้ากล่าวถึงเรื่องของกลิ่นหอม ก็อดที่จะนึกถึง น้ำหอม ไม่ได้เลย เรามาย้อนรอยสืบค้นต้นกำเนิดกันดีกว่าว่า น้ำหอม มีต้นกำเนิดอยู่ในยุคไหน งั้นไปหาคำตอบกันเลย ... !!!!
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติได้ ค้นพบวิธีที่จะสร้างบรรยากาศรอบตัวเองตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ด้วยกลิ่นที่ชื่นชอบ บางครั้งก็อาจเป็นการเร้าอารมณ์ทางเพศ และบางครั้งก็จะครอบคลุมไปถึงสถานที่ เพื่อดับกลิ่น ที่ไม่พึงประสงค์ และร่างกายที่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์เช่นกัน
แหล่งที่มาของคำ ภาษาอังกฤษ "น้ำหอม" มาจากสำนวนภาษาละติน (fumus) ในภาษาฮิบรูคำว่า "bosem" (besamim ในรูปพหูพจน์) ถูกนำมาใช้ในการอ้างถึงน้ำหอมน้ำมันหอมเช่นเดียวกับกลิ่นหอมที่ใช้สำหรับธูป ซึ่ง ในขณะนั้นใช้ในการเผาเพื่อกลิ่นหอม การ เผาไม้หอม , เครื่องเทศ , ผลไม้แห้ง และ ยางไม้ ต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งกลิ่นหอมนานาชนิดที่กระจายไปในอากาศได้กลายเป็นแนวทาง ปฏิบัติภายในวัดเพื่อพิธีกรรมทางศาสนาจากวัตถุดิบพื้นๆ ได้กลายเป็นการผสมผสานเครื่องหอมหลายชนิดเข้าด้วยกัน ให้ได้มาซึ่งกลิ่นหอมใหม่ๆ หลักฐานสำคัญที่ได้ค้นพบในบทบันทึกของ EDFOU และ PHILAE เป็นข้อมูลอันล้ำค่าที่ได้บอกเล่าถึงวิวัฒนาการเกี่ยวกับน้ำหอมจากตัวอักษร โบราณ ในเอกสารเก่าแก่ที่ได้ค้นพบในสมันนั้น เราได้ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตำรา หรือวิธีปรุงแต่งกลิ่นหอมตามตำรับโบราณ เครื่องหอมที่ขึ้นชื่อและสำคัญในสมัยนั้น อาทิ KYPHI,LENTISK,JUNIPER,FENUGREENSEED,PISTACHIO และ CHUFA ได้ถูกนำมาบดและร่อนเป็นผงละเอียด ผงเหล่านี้ได้ถูกนำมาผสมกับไวน์ ก่อนจะถูกนำมาต้มพร้อมกับยางสน และน้ำผึ้งให้ข้นและเหนียว ชาวอียิปต์ได้ใช้สองสิ่งประดิษฐ์นี้ในการเผาเครื่องหอม ภาชนะเผาเครื่องหอมด้วยถ่านชนิดโลหะ และ INCENSE ARM เครื่องหอมมีลักษณะเป็นโลหะ มีปลายอีกด้านหนึ่งสามารถบรรจุเครื่องหอมอยู่
และเผาให้เกิดควันและมีกลิ่นหอม ตามต้นตำหรับความนิยมในโบราณ ในหน้าตามประวัติศาสตร์ได้มีการเพิ่มเติมในส่วนของการสร้างกลิ่นในอากาศเพิ่มไปในสถานที่ต่างๆ เช่น สุสานในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมาชาวอียิปต์โบราณ รู้จักที่จะใช้ musks และวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อสร้างกลิ่นสุสานของพวกเขา ซึ่งความเชื่อโบราณ กลิ่นหอมเหล่านี้ จะดึงดูดเหล่าทวยเทพและขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่กำลังคิดว่าจะนำความเจ็บป่วยมาสู่ผู้ที่ยังมีชีวิต ส่วนศพถูกฝังไปพร้อมกับน้ำหอมและขี้ผึ้งเพื่อที่พวกเขาจะได้รับการต้อนรับจากพระเจ้า ซึ่งตามคำบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นจิตกรรมบนผนังของชาวอียิปต์โบราณ น้ำหอมที่ถูกผลิตออกมานั้น ล้วนเป็นน้ำมันหรือสารเนย ที่ได้จากรูปแบบของน้ำมันมะกอกธรรมชาติ เช่น อัลมอนด์ และน้ำมันงา หรือ จากไขมันสัตว์
ในขณะนั้นก็ได้มีการ ค้นพบ หลักฐานเพิ่มเติม อียิปต์โบราณ ที่เคยใช้น้ำหอมใน หลุมศพ ว่ามีการนำกลิ่นหอมที่เป็นธูปหอมและน้ำหอม มาใช้ในช่วงของพิธีกรรมทางศาสนาในเพื่อสร้างบรรยากาศในการทำพิธีให้มีกลิ่นหอม ก่อนจะนำศพไปฝัง ต่อมาได้มีการขยายและพัฒนา การใช้เครื่องหอมเหล่านี้ ไปยัง เมโสโปรเตเมียและอิสราเอล ซึ่งก็นำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกัน (อ้างอิงจากภาพวาดหลุมฝังศพของชาวอียิปต์โบราณ การผลิตน้ำหอม 350-450 ก่อนคริสตกาล)
สมัยโบราณน้ำหอมมีแตกต่างเป็นอย่างมาก จากสารของ
เหลวที่เราคุ้นเคยในวันนี้ ซึ่งจะปรากฏบนกำแพงแกะสลักของผู้รับใช้ในเปอร์เซียโบราณถือภาชนะที่มีน้ำมันหอม จากคริสตศักราชศตวรรษที่ 5 เนื่องจากการกลั่นและแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น ดังนั้นไขมันสัตว์และน้ำมันพืชได้ถูกนำมาใช้ในการดูดซึมซับกลิ่นหอมจาก ดอกไม้และยางไม้ สีผสมและยากันบูดได้ถูกผสมลงไปในสารสกัดนั้นด้วย ขี้ผึ้งหอม ที่ได้มาได้ถุกแบ่งบรรจุไว้ในหม้อ และแจกันซึ่งสลักจากหินปูนชนิดหนึ่ง เครื่องปั้นดินเผา , หินแกะสลัก , หรือ ขวดเซรามิก(สำหรับบรรจุภัณฑ์จะถูกทำขึ้นเป็นรูปสัตว์ แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายนัก) ขวดแก้วได้ถูกค้นพบในเวลาต่อมา ในรูปแบบเหยือก แจกัน และแก้วเหล้าที่มีสีผสมหลายๆสีในชิ้นเดียวกัน ในระหว่างสมัยเก่าและกลางในอาณาจักรที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดิน น้ำหอมได้ถูกสงวนไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมเฉลิมฉลองต่างๆ อาทิ พิธีฉลองทำความสะอาดร่างกาย ใช้ชโลมร่างกายของผู้ตายและบูชาเทพเจ้า ในที่สุดน้ำหอมได้ถูกนำมาใช้สำหรับเทศกาลต่างๆ ในสมัยอาณาจักรสมัยใหม่ ปี ค.ศ. 1085- 1580 ก่อนคริสตกาลซึ่งเรียกกันว่าเป็นน้ำหอมพิเศษสำหรับเทศกาลแต่อย่างไรก็ตาม น้ำหอมเหล่านั้นก็ยังถูกจัดเตรียมขึ้นโดยพระผู้สอนศาสนา สตรีอียิปต์ก็ใช้น้ำหอมในรูปครีมและน้ำมันหอมระเหยในรูปของ TOILETRIES และเครื่องสำอาง เพื่อเสริมสร้างเสน่ห์ตัวเองในระหว่างมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักของตน
เบื่อกันรึยังครับ ถ้ายัง
ไปดูกันต่อเลย
![]() |
| การทำน้ำหอม สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาและใช้บนเรือนร่างของผู้ตาย ก่อนการฝัง |
![]() | |
| อิงจากภาพเขียนที่อยู่บนผนัง ภาพนี้เป็นสมัย กรีก ซึ่งรับอารยธรรมน้ำหอมมาจาก อียิปต์ |
![]() |
| เพิ่มคำอธิบายภาพ |
ซึ่งในยุคต่อมานั้น ตามหลักฐานที่ได้ค้นพบซึ่งอยู่ในยุค กรีก มีการพัฒนาน้ำหอมขึ้นมามากมายทั้งเพื่อจุดประสงค์ทางการใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และใช้ในชีวิตประจำวัน ซึงในยุค กรีก นี่เองได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง ด้วยการนำมาใช้กับเสื้อผ้า บนเรือนร่าง ทั้งในรูปของน้ำมันและครีม
ไม่ว่าเป็นหลังอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนและหลังอาหาร
ด้วยจุดประสงค์ของสุขลักษณะและความสุขส่วนตัว ตามแบบฉบับของสไตล์เอเธน ( ATHENIA STYLE)
จากศตวรรษที่ 16 ก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา ขวดต่าง
จะมีรูปทรงตามแบบต้นฉบับดั้งเดิมจะมีฐานที่ค่อนข้างกว้าง
ส่วนบนเป็นรูปสลักครึ่งตัวของเทพเจ้า หรือ รูปสัตว์ต่างๆและอื่นๆ แหม่...เห็นแล้วอยากนั่ง ไทม์แมชชีน ย้อนเวลากลับไปยุคนั้นจริงๆเชียว
ยัง ยังไม่จบนะ ยังมีต่อครับ !!!
อย่าเพิ่งรีบเบื่อกันซะก่อนนะครับ
ในยุคต่อมาซึ่งเป็นยุคของ ชาวโรมัน จากการได้รับอิทธิพลของอียิปต์และกรีก ซึ่งชาวโรมันเอง ก็ได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำหอม ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ทั้งในรูปของน้ำมันและครีม ไม่ว่าเป็นหลังอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนและหลังอาหาร ด้วยจุดประสงค์ของสุขลักษณะและความสุขส่วนตัว และสร้างบรรยากาศโดยรอบ จากนั้นชาวโรมันได้พัฒนาและแผ่ขยายน้ำหอม ออกนอกอาณาเขตไปจนถึง อินเดีย , แอฟริกา ไปอย่างกว้างขวางจนถึงแถบอาหรับ โดยสืบเนื่องจากการเจริญเติบโตของเส้นทางเดินเรือตลอดจนความรุ่งเรือง การเดินทางของเหล่าพ่อค้าวานิช ซึ่งได้มีการเดินทางติดต่อระหว่างทวีปใหม่ๆ และในสมัยนั้นการค้าขายน้ำหอมนั้นมักจะเชื่อมโยงกับทางการแพทย์ เภสัชกรและร้านขายยา ชาวโรมันเชื่อว่า น้ำหอม มีคุณสมบัติทางด้านเป็นยารักษาโรคการเปลี่ยนแปลง
ครั้งยิ่งใหญ่ ได้แก่ การนำเครื่องแก้ว มาเป็นภาชนะบรรจุเครื่องหอมต่างๆ ชาวโรมันได้พัฒนาเทคนิคการเป่าแก้ว ซึ่งได้คิดค้นขึ้นในประเทศ ซีเรีย ( SYRIA) ในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล
โอ้โห.... จากจุดเริ่มต้น ในยุคของอียิปต์โบราณจนมาถึงยุคสมัยของโรมัน เริ่มมีการพัฒนาจากเดิม ที่น้ำหอมใช้ปรับอากาศและใช้กับศพคนตาย เริ่มมาใช้กับเสื้อผ้า และบนเรือนร่างของมนุษย์ และเป็นแฟชั่นขึ้นมาในยุคสมัย กรีก และได้ถูกพัฒนาต่อในยุคสมัย โรมัน จากนี้จะเป็นยังไงต่อไป จะเป็นยุคไหนต่อน๊า ........ อย่าลืมไปติดตามกันต่อนะครับ


















